สามปัญหาที่เจอซ้ำ ๆ ในหมู่ผู้ถือบัตรไทย
หลายคนได้บัตรใบแรกมาจากเคาน์เตอร์ในห้าง เพราะพนักงานขายบอกว่ามีของแถมและยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีปีแรก ฟังดูไม่เสียหายอะไร แต่พอผ่านไปสามเดือนใบแจ้งหนี้เริ่มยาวขึ้น และคำถามที่โผล่ในกลุ่มออนไลน์บ่อยที่สุดคือ "ทำไมยอดค้างไม่ลดสักที" สาเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่มาจากการเลือกบัตรผิดวัตถุประสงค์ตั้งแต่ต้น
ปัญหาที่พบซ้ำมีอยู่ไม่กี่แบบ คนทำงานออฟฟิศสมัครบัตรสะสมไมล์เพราะเพื่อนบอกว่าคุ้ม แต่รายจ่ายจริงคือค่าอาหารและค่ากาแฟ ไมล์ที่ได้จึงน้อยจนแลกตั๋วไม่ได้ ส่วนคนที่ช้อปออนไลน์เก่งกลับถือบัตรที่ไม่ให้เงินคืนในหมวดนั้นเลย อีกกลุ่มคือคนที่ใช้บัตรเที่ยวต่างประเทศโดยไม่รู้ว่ามีค่าแปลงสกุลเงินราว 2.5% ต่อรายการ ซึ่งรวมกันหลายครั้งก็เป็นเงินก้อน
ปัญหาเชิงพฤติกรรมก็สำคัญไม่แพ้กัน การจ่ายเพียงยอดขั้นต่ำทำให้ยอดหนี้หมุนค้าง และดอกเบี้ยบัตรเครดิตในไทยคิดที่อัตรา 16% ต่อปี จึงไม่แปลกที่ยอดจะลดช้ามากหากไม่ได้วางแผนปิดยอดเต็มจำนวน หนี้บัตรยังเป็นหนึ่งในประเภทหนี้ที่ถูกพูดถึงมากในมาตรการแก้หนี้ของหน่วยงานรัฐ เพราะเข้าถึงง่ายและโตเร็ว
เทียบบัตรแต่ละประเภท ก่อนตัดสินใจ
บัตรในตลาดไทยแบ่งได้ไม่กี่กลุ่ม แต่ละกลุ่มตอบโจทย์ต่างกัน คนที่อยากได้ความคุ้มค่าต้องเริ่มจากดูว่าเงินส่วนใหญ่ไหลออกไปทางไหนในแต่ละเดือน มากกว่าดูของแถมตอนสมัคร
| ประเภทบัตร | ตัวอย่างผู้ออกบัตรในไทย | ค่าธรรมเนียมรายปี | เหมาะกับใคร | ข้อดี | ข้อควรพิจารณา |
|---|
| บัตรเงินคืน | บัตรดิจิทัลของผู้ออกบัตรรายใหญ่และ AEON | บางรุ่นไม่เรียกเก็บในปีแรก และอาจยกเว้นปีถัดไปตามยอดใช้จ่าย | คนช้อปออนไลน์และจ่ายค่าอาหารประจำ | เงินคืนตามหมวดที่กำหนด เช่น 0.5% ถึง 5% ตามเงื่อนไข | เงินคืนมักมีเพดานต่อรอบบิล และจำกัดหมวดหมู่ |
| บัตรสะสมไมล์ | บัตรร่วมสายการบินของ UOB และ AEON | บัตรพรีเมียมบางรุ่นประมาณ 4,000 บาท โดยยกเว้นเมื่อใช้จ่ายครบ 300,000 บาทต่อปี | คนเดินทางบินต่างประเทศปีละหลายครั้ง | แลกตั๋ว อัปเกรดที่นั่ง และสิทธิ์สถานะสายการบิน | ต้องมียอดใช้จ่ายสูงจึงคุ้มค่าธรรมเนียม |
| บัตรโคแบรนด์ร้านค้า | บัตรร่วมกับห้างสรรพสินค้าและปั๊มน้ำมัน | เงื่อนไขต่างกันตามสัญญาร่วม | คนที่มีร้านประจำและจ่ายซ้ำ ๆ | ส่วนลดเฉพาะร้านและคูปองตามช่วงโปรโมชัน | สิทธิ์ผูกกับร้านเดียว ใช้ที่อื่นไม่เกิดประโยชน์ |
| บัตรสำหรับผู้เริ่มต้น | บัตรพื้นฐานของธนาคารพาณิชย์ไทย | โดยทั่วไปไม่เรียกเก็บในปีแรก | พนักงานเงินเดือนที่เริ่มสร้างประวัติเครดิต | วงเงินพอเหมาะ ใช้สร้างประวัติการชำระ | วงเงินน้อยและดอกเบี้ยเท่ากันที่ 16% ต่อปี |
จะเห็นว่าค่าธรรมเนียมรายปีไม่ใช่ตัวเลขเดียวทั้งตลาด บัตรทั่วไปมักถูกยกเว้นในปีแรกและยกเว้นปีถัดไปเมื่อมียอดใช้จ่ายถึงเกณฑ์ ขณะที่บัตรพรีเมียมแลกมาด้วยสิทธิ์ที่ชัดเจนกว่า จึงต้องคิดว่าเราใช้สิทธิ์นั้นจริงหรือแค่รู้สึกดีที่มีบัตรสวย
เลือกใบให้ตรงชีวิตจริง
เริ่มจากใบเดียวสำหรับคนเงินเดือน 20,000 ถึง 30,000 บาท
คุณเมย์ อายุ 29 ทำงานในออฟฟิศแถวอโศก มีรายจ่ายหลักคือค่าเดินทาง ค่าอาหารกลางวัน และช้อปปิ้งออนไลน์ช่วงกลางคืน เธอเริ่มจากบัตรเงินคืนใบเดียว ตั้งวงเงินใช้จ่ายไม่เกิน 30% ของรายได้ และผูกบัญชีหักอัตโนมัติเต็มจำนวนทุกเดือน หลังทำแบบนี้ติดกันหลายรอบบิล เธอได้เงินคืนจากหมวดช้อปปิ้งออนไลน์พอเป็นค่าขนม และไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเลย จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวบัตร แต่อยู่ที่การกำหนดเพดานใช้จ่ายไว้ก่อนสมัคร
คนเดินทางบ่อยต้องดูก่อนว่าเสียค่าแปลงสกุลเท่าไร
สำหรับคนที่ออกต่างประเทศปีละหลายครั้ง ค่าแปลงสกุลเงินคือค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น บัตรเครดิตทั่วไปมักคิดราว 2.5% ของยอดใช้จ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ขณะที่บัตร jenis Travel บางรุ่นออกแบบมาให้ใช้จ่ายผ่านกระเป๋าเงินหลายสกุลและลดภาระส่วนนี้ลง คุณต้อม พนักงานขายอายุ 35 ปี เที่ยวญี่ปุ่นปีละสองครั้ง เลือกใช้บัตรที่รองรับการแลกสกุลเงินล่วงหน้าและตั้งงบต่อทริปไว้ชัดเจน เขาบอกว่าสิ่งที่ช่วยเขาที่สุดคือการจดทุกครั้งที่แตะบัตร เพราะทำให้เห็นว่าค่าเงินกินงบไปเท่าไร
สายแบ่งจ่าย 0% ต้องอ่านเงื่อนไขให้ครบ
โปรโมชันผ่อน 0% เป็นจุดขายที่คนไทยคุ้นเคย แต่ต้องดูว่าผ่อนได้เฉพาะร้านที่ร่วมรายการ มีขั้นต่ำเท่าไร และเมื่อพลาดชำระตรงเวลา ดอกเบี้ยจะคิดย้อนหลังหรือไม่ บางคนผ่อนมือถือแล้วลืมว่ายังมียอดค้างจากเดือนก่อนหน้า ทำให้ยอดรวมบวมโดยไม่ทันตั้งตัว วิธีที่ปลอดภัยคือใช้บัตรเดียวสำหรับการผ่อนโดยเฉพาะ และไม่ใช้ใบนั้นซื้อของอื่นจนกว่าจะปิดยอด
ขั้นตอนก่อนส่งใบสมัคร
- ตรวจข้อมูลเครดิตของตัวเองกับศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ซึ่งทำได้ปีละหนึ่งครั้ง เพื่อดูว่ามีบัญชีค้างหรือประวัติชำระที่อาจทำให้ใบสมัครถูกปฏิเสธ
- เปิดหน้าเว็บของผู้ออกบัตรรายใหญ่ เช่น กรุงเทพ กรุงไทย กสิกร ไทยพาณิชย์ ยูโอบี และ AEON แล้วดาวน์โหลดตารางอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมฉบับล่าสุด ตัวเลขบนหน้าเว็บจะระบุวันที่มีผลบังคับใช้ชัดเจน
- เลือกบัตรหนึ่งใบที่ตรงกับหมวดรายจ่ายที่ใหญ่ที่สุดของตัวเอง ไม่ต้องถือหลายใบพร้อมกันตั้งแต่แรก
- ผูกบัญชีหักอัตโนมัติเต็มจำนวน และตั้งเตือนในมือถือก่อนวันครบกำหนดสองวัน
- หากมียอดค้างเดิมที่เริ่มหมุนตัว ให้ติดต่อหน่วยงานรัฐหรือสถาบันการเงินเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ก่อนที่ยอดจะโตเกินควบคุม
- เก็บใบแจ้งหนี้และสลิปไว้อย่างน้อยหนึ่งปี เพื่อใช้เทียบว่าค่าใช้จ่ายจริงตรงกับที่วางแผนไว้หรือไม่
ในทางปฏิบัติ หลายคนพบว่าบัตรใบเดียวที่ใช้สม่ำเสมอและชำระเต็มจำนวนให้ผลดีกว่าถือหลายใบเพื่อไล่โปรโมชัน เพราะการติดตามวันครบกำหนดของหลายบัญชีเพิ่มโอกาสพลาดชำระ ซึ่งนำไปสู่ดอกเบี้ย 16% ต่อปีและค่าธรรมเนียมล่าช้าที่ไม่จำเป็น
ก่อนจะกดสมัครครั้งถัดไป ลองเปิดรายการเดินบัญชีย้อนหลังสองเดือนแล้วจัดกลุ่มค่าใช้จ่ายดู ตัวเลขนั้นจะบอกได้ชัดกว่าคำโฆษณาว่าบัตรแบบไหนเหมาะกับคุณ และถ้ายังไม่แน่ใจ ให้เริ่มจากบัตรที่ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปีในปีแรก ใช้สามรอบบิล แล้วค่อยประเมินว่าเงินคืนหรือสิทธิ์ที่ได้คุ้มกับค่าธรรมเนียมในปีถัดไปหรือไม่ การเลือกช้าไปหนึ่งเดือนย่อมดีกว่าการถือบัตรผิดใบไปอีกหลายปี