คนไทยใช้บัตรเครดิตกันอย่างไรในตอนนี้
ชีวิตประจำวันของคนไทยจำนวนมากวิ่งผ่านพร้อมเพย์และ QR จ่ายเงินที่ร้านกาแฟ ตลาดสด หรือร้านสะดวกซื้อ แทบไม่ต้องพกบัตรใบไหน แต่พอถึงตอนซื้อมือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า จองตั๋วเครื่องบิน หรือสั่งของออนไลน์ บัตรเครดิตกลับกลายเป็นเครื่องมือหลัก เพราะได้ทั้งการผ่อนชำระ 0% ตามเงื่อนไขร้านค้าและแต้มสะสมที่แลกลับมาเป็นส่วนลด
สิ่งที่เป็นเพดานกลางของตลาดคือ ดอกเบี้ยบัตรเครดิต 16% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่ใช้กัน และ วงเงินบัตรเครดิต ที่มักอนุมัติไม่เกินประมาณ 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประวัติและภาระหนี้เดิม ส่วนยอดชำระขั้นต่ำกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากเดิม 8% ของยอดคงค้างในรอบบัญชี ปี 2569 ไปสู่ 10% ตั้งแต่รอบบัญชีปี 2570 เป็นต้นไป หมายความว่าคนที่เคยจ่ายขั้นต่ำแบบสบาย ๆ จะรู้สึกว่ายอดที่ต้องจ่ายต่อเดือนสูงขึ้นชัดเจน
อีกจุดที่หลายคนเข้าใจคล้ายกันคือ "ปลอดดอกเบี้ย 45-56 วัน" ใช้ได้เฉพาะเมื่อจ่ายเต็มจำนวนภายในกำหนดเท่านั้น ถ้าจ่ายไม่เต็ม เงินที่ค้างจะถูกคิดดอกเบี้ยย้อนหลังตั้งแต่ วันบันทึกรายการ ไม่ใช่ตั้งแต่วันครบกำหนด
ต้นทุนที่มักหลุดจากการคำนวณ
นอกจากดอกเบี้ยแล้ว บัตรหนึ่งใบมีค่าใช้จ่ายแฝงหลายชั้นที่ควรอ่านก่อนเซ็นใบสมัคร ค่าธรรมเนียมรายปีบัตรเครดิต อยู่ในช่วงประมาณ 500-4,000 บาท ต่อปี ไล่ตามระดับบัตรตั้งแต่บัตรคลาสสิก บัตรโกลด์ ไปจนถึงบัตรแพลตินัมและบัตรที่มีสิทธิพิเศษด้านการเดินทาง หลายใบยกเว้นค่าธรรมเนียมปีแรก หรือยกเว้นให้ทุกปีเมื่อใช้จ่ายครบเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด ซึ่งเงื่อนไขนี้มักเขียนไว้ในเอกสารแนบท้าย ไม่ได้อยู่ในหน้าโฆษณา
การ รูดเงินสดล่วงหน้า ก็เป็นอีกจุดที่คนไข้เงินสดฉุกเฉินชอบใช้ แต่ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ราว 1%-2.5% ของยอดถอน ขึ้นกับช่องทางว่าเป็นตู้ของธนาคารเจ้าของบัตรหรือตู้ข้ามสถาบัน และดอกเบี้ยเริ่มนับทันทีตั้งแต่วันทำรายการ ไม่มีช่วงปลอดดอกเบี้ยเหมือนการรูดซื้อสินค้า
สำหรับคนที่ซื้อของจากเว็บต่างประเทศหรือเดินทางไปญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป ค่าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจะอยู่ราว 1%-3% ของยอดใช้จ่าย ส่วนใหญ่ใกล้เคียง 2.5% ก่อนกดยืนยันทุกครั้งควรบวกต้นทุนนี้เข้าไปในราคาสินค้าด้วย เพราะของที่ดูถูกกว่าหน้าร้านอาจไม่ถูกจริงเมื่อรวมค่าธรรมเนียมแล้ว
ตารางเทียบบัตรแต่ละแบบก่อนตัดสินใจ
| ประเภทบัตร | เหมาะกับใคร | ค่าธรรมเนียมรายปีโดยทั่วไป | จุดเด่น | ข้อควรระวัง |
|---|
| บัตรเครดิตเงินคืน | คนที่ใช้จ่ายออนไลน์และซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นประจำ | ประมาณ 500-1,500 บาท หรือยกเว้นปีแรก | เงินคืนตามหมวดหมู่ที่กำหนด | มักมีเพดานเงินคืนต่อรอบบัญชี |
| บัตรสะสมไมล์ / บัตรท่องเที่ยว | คนที่บินต่างประเทศปีละหลายครั้ง | ประมาณ 1,500-4,000 บาท | แลกตั๋วและสิทธิ์ในสนามบิน | อัตราแลกแต้มขึ้นกับยอดใช้จ่ายขั้นต่ำ |
| บัตรสำหรับผ่อนชำระสินค้า | คนที่ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและมือถือ | ประมาณ 500-1,500 บาท | ผ่อน 0% ตามรายการที่ร่วมโปรโมชัน | ดอกเบี้ยสูงหากผิดนัดหรือปิดบัญชีไม่ครบ |
| บัตรที่มีหลักประกัน | ฟรีแลนซ์และเจ้าของร้านที่ไม่มีสลิปเงินเดือน | แล้วแต่ธนาคาร บางแห่งเรียกเก็บต่ำ | สร้างประวัติเครดิตได้แม้รายได้ไม่คงที่ | ต้องใช้เงินฝากค้ำประกันและวงเงินอาจไม่สูง |
| บัตรโคแบรนด์ห้างค้าปลีก | คนที่ซื้อของในห้างนั้นบ่อย | ประมาณ 500 บาทขึ้นไป | ส่วนลดเฉพาะร้านค้าเครือข่าย | สิทธิประโยชน์ใช้ได้แคบ |
ตัวเลขค่าธรรมเนียมข้างต้นเป็นกรอบที่พบได้ทั่วไปในตลาด อัตราจริงของแต่ละธนาคารและแต่ละระดับบัตรแตกต่างกัน จึงควรเปิดตารางค่าธรรมเนียมของผู้ออกบัตรนั้นโดยตรงก่อนสมัคร
เลือกใบที่ตรงกับชีวิตจริง ไม่ใช่ใบที่โปรโมชันสวยที่สุด
คนทำงานออฟฟิศในกรุงเทพฯ ที่สั่งอาหารออนไลน์และซื้อของใช้ผ่านแอปทุกเดือนมักได้ประโยชน์จากบัตรที่มี บัตรเครดิตเงินคืน ในหมวดช้อปปิ้งออนไลน์และซูเปอร์มาร์เก็ต คุณนภัส ทำงานบริษัทในย่านอโศก เล่าว่าตอนแรกสมัครบัตรเพราะชอบส่วนลดร้านกาแฟ แต่พอมาดูยอดจริงพบว่าเงินคืนจากค่าของใช้ในบ้านและค่าน้ำมันมากกว่า จึงเปลี่ยนมาเน้นใช้ใบนั้นกับหมวดที่ได้คืนสูงสุด และจ่ายเต็มทุกเดือนเพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยกินผลตอบแทน
กลุ่มที่มักเจอปัญหาคือฟรีแลนซ์และเจ้าของร้านเล็กที่รายได้ไม่คงที่ คุณสมชายทำร้านกาแฟในเชียงใหม่เคยถูกปฏิเสธใบสมัครสองครั้ง เพราะไม่มีสลิปเงินเดือน เขาแก้ด้วยการเปิด บัตรเครดิตที่มีหลักประกัน โดยใช้เงินฝากค้ำ ใช้จ่ายเล็กน้อยทุกเดือนและจ่ายเต็มตรงเวลา ผ่านไปราวหนึ่งปีประวัติการชำระเงินก็เริ่มดีขึ้น จนสามารถยื่นขอใบปกติได้ในภายหลัง เส้นทางนี้ช้ากว่าแต่ไม่ต้องพึ่งสินเชื่อนอกระบบ
คนที่ต้องเดินทางบ่อยหรืออาศัยอยู่ในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นอย่างภูเก็ตและสุราษฎร์ธานี ควรอ่าน บัตรเครดิตท่องเที่ยว ให้ละเอียดเรื่องค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยนเงินตราและความคุ้มครองการเดินทางที่แนบมา เพราะสองอย่างนี้มีมูลค่ามากกว่าคะแนนที่แลได้เมื่อใช้จ่ายในประเทศ
ขั้นตอนก่อนสมัครและก่อนรูดครั้งแรก
- ตรวจรายงานเครดิตบูโรของตัวเองก่อน หากมีบัตรเดิมที่ค้างชำระหรือถูกปิดบัญชี ควรเคลียร์ให้เรียบร้อย เพราะประวัติย้อนหลังมีผลต่อการอนุมัติและการจัดระดับบัตร
- คำนวณวงเงินที่ต้องการจริงจากรายได้หลังหักภาระผูกพัน อย่าขอเต็มเพดานเพียงเพราะอนุมัติได้ เพราะวงเงินที่สูงเกินทำให้การใช้จ่ายหลุดง่าย
- อ่านเงื่อนไขยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้ครบ ทั้งยอดใช้จ่ายขั้นต่ำต่อปี ช่วงเวลานับยอด และจำนวนครั้งที่ต้องรูด
- ศึกษารายละเอียดของโปรโมชันผ่อนชำระ 0% ว่าเข้าข่ายสินค้าประเภทใด มีค่าธรรมเนียมการแปลงยอดหรือไม่ และถ้าปิดบัตรก่อนครบกำหนดจะมีผลอย่างไร
- ตั้งชำระอัตโนมัติแบบเต็มจำนวนจากบัญชีเงินฝาก และตั้งเตือนวันครบกำหนดล่วงหน้าอย่างน้อยสามวัน เพื่อไม่ให้พลาดช่วงปลอดดอกเบี้ย
- เก็บเงินสำรองอย่างน้อยหนึ่งเดือนของค่าใช้จ่ายประจำไว้ในบัญชีแยก เพื่อไม่ต้องรูดเงินสดล่วงหน้าเมื่อเจอเหตุฉุกเฉิน
การเทียบใบเสนอจากหลายธนาคารพร้อมกันเป็นเรื่องปกติและทำได้เองผ่านเว็บไซต์ผู้ออกบัตร โดยดูที่อัตราดอกเบี้ยจริง ค่าธรรมเนียมทั้งหมด และเพดานผลตอบแทน ไม่ใช่ดูแค่ของที่แถมตอนสมัคร
บัตรเครดิตที่ดีไม่ใช่ใบที่ให้เงินคืนสูงที่สุด แต่คือใบที่ต้นทุนรวมต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของเราเอง ลองเปิดรายการเดินบัญชีย้อนหลังสามเดือน ดูว่าจ่ายหมวดไหนมากที่สุด แล้วค่อยเลือกบัตรหนึ่งใบให้ตรงกับหมวดนั้น ใช้หนึ่งใบให้คุ้นเคยและจ่ายเต็มทุกรอบ ก่อนจะขยับไปใบที่สอง