ทำไมคนไทยถึงหันมาสนใจสินเชื่อส่วนบุคคลมากขึ้น
วิถีชีวิตเมืองกรุงและหัวเมืองใหญ่ทำให้ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำค่าไฟ ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน หรือแม้แต่ค่าเทอมลูก ในขณะที่รายได้ประจำอาจไม่ทันกับเงินเฟ้อ สินเชื่อส่วนบุคคลจึงกลายเป็นตัวช่วยสภาพคล่องที่ได้รับความนิยม เพราะสมัครง่าย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และได้เงินเร็ว
แต่ความง่ายในการเข้าถึงก็มาพร้อมกับความเสี่ยง หากเลือกผลิตภัณฑ์ผิดหรืออ่านเงื่อนไขไม่ละเอียด ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแฝงอาจทำให้หนี้บานปลาย จากการสำรวจพฤติกรรมผู้กู้ในไทยพบว่าปัญหาหลักที่พบบ่อยคือ
- สับสนระหว่างดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกกับแบบคงที่ เพราะตัวเลขที่โฆษณาไว้ดูต่ำ แต่เมื่อคำนวณจริงกลับแพงกว่าที่คิด
- มองข้ามค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าประกัน ซึ่งถูกบวกเข้าไปในยอดผ่อนรายเดือนโดยไม่รู้ตัว
- เลือกวงเงินสูงเกินจำเป็น เพราะแอปมักอนุมัติวงเงินสูงสุดที่รายได้เอื้อให้ แต่เงินที่ไม่ได้ใช้ก็ยังต้องจ่ายดอกเบี้ยหากเป็นแบบวงเงินหมุนเวียน
คนกรุงเทพฯ ที่มีรายได้ประจำมักคุ้นเคยกับการสมัครผ่านแอปธนาคาร ขณะที่คนต่างจังหวัดอาจเข้าถึงบริการผ่านสาขาหรือตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ ความเข้าใจเรื่องเงื่อนไขของแต่ละช่องทางจึงสำคัญไม่แพ้การเปรียบเทียบดอกเบี้ย
ทางเลือกสินเชื่อส่วนบุคคลในไทยมีอะไรบ้าง
ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลในไทยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ และสินเชื่อจากบริษัทไฟแนนซ์ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ละกลุ่มมีจุดเด่นที่เหมาะกับผู้กู้คนละแบบ
สำหรับผู้ที่มีเงินเดือนประจำและต้องการวงเงินสูง ผลิตภัณฑ์จากธนาคารใหญ่อย่าง Kasikorn Xpress Loan, Krungsri iFIN, TTB Cash To Go หรือ UOB Xpress มักให้วงเงินสูงสุดถึง 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน ผ่อนได้นาน 60-72 เดือน และคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ซึ่งหมายถึงเมื่อผ่อนไปเรื่อย ๆ ดอกเบี้ยจะลดลงตามเงินต้นที่เหลือ ทำให้ภาระโดยรวมเบากว่า
ขณะที่กลุ่มฟรีแลนซ์ พ่อค้าแม่ค้า หรือผู้ที่ไม่มีสลิปเงินเดือน LINE BK และ Rabbit Cash เปิดรับสมัครผู้ที่มีรายได้ขั้นต่ำเพียง 5,000-8,000 บาทต่อเดือน ใช้เอกสารจากแอปหรือ E-Statement ย้อนหลัง 6 เดือนเป็นหลักฐาน แต่ดอกเบี้ยจะสูงถึงประมาณ 33% ต่อปี จึงเหมาะกับกรณีเร่งด่วนและวงเงินไม่มาก
สำหรับผู้ที่ต้องการดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด ธนาคารออมสินมีสินเชื่อ Good Money ที่คิดอัตราดอกเบี้ยประมาณ 19-25% ต่อปี ไม่ต้องใช้คนค้ำ และรองรับทั้งผู้มีรายได้ประจำและอาชีพอิสระ รวมถึงโครงการสินเชื่อเพื่อประชาชนที่ออกตามนโยบายรัฐบางช่วงเวลา
ตารางเปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคลยอดนิยม
| ประเภท | ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ | อัตราดอกเบี้ยโดยประมาณ | วงเงินสูงสุด | เหมาะสำหรับ | ข้อควรระวัง |
|---|
| ธนาคารพาณิชย์ | Krungsri iFIN, TTB Cash To Go | 15-25% ต่อปี แบบลดต้นลดดอก | 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน | ผู้มีเงินเดือนประจำ ต้องการวงเงินสูง | ต้องมีสลิปเงินเดือน ตรวจเครดิตบูโรเข้มงวด |
| ธนาคารรัฐ | Good Money by ออมสิน | 19-25% ต่อปี | ตามหลักเกณฑ์ธนาคาร | ฟรีแลนซ์และผู้มีรายได้น้อย | วงเงินอาจไม่สูงเท่าธนาคารเอกชน |
| แอปสินเชื่อ fintech | LINE BK, Rabbit Cash | ประมาณ 25-33% ต่อปี | ตามโปรไฟล์รายได้ | คนที่ไม่มีสลิปเงินเดือน ต้องการเงินไว | ดอกเบี้ยสูง ผ่อนระยะสั้น |
| วงเงินหมุนเวียน | บัตรกดเงินสดจากธนาคาร | 18-25% ต่อปี เฉลี่ยรายวัน | หลายเท่าของรายได้ | ใช้เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน | เสี่ยงใช้เกินตัวเพราะกดได้ตลอด |
ขั้นตอนปฏิบัติก่อนตัดสินใจกู้
การเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมไม่ใช่แค่ดูตัวเลขดอกเบี้ยที่โฆษณา แต่ต้องประเมินความสามารถในการผ่อนของตัวเองก่อน หากคุณมีภาระผ่อนรถหรือบ้านอยู่แล้ว อย่าลืมนำค่างวดทั้งหมดมารวมคำนวณด้วย กติกาง่าย ๆ คือค่างวดทั้งหมดต่อเดือนไม่ควรเกิน 30-40% ของรายได้สุทธิ
เริ่มจากตรวจสอบเครดิตบูโรของตัวเองก่อน เพราะประวัติการชำระหนี้ที่สะอาดจะช่วยให้ต่อรองดอกเบี้ยได้ดีขึ้น กรณีที่เคยมีประวัติค้างชำระ ธนาคารอาจอนุมัติวงเงินน้อยลงหรือคิดดอกเบี้ยสูงขึ้น
จากนั้นเปรียบเทียบข้อเสนอจากอย่างน้อย 2-3 สถาบัน หลายธนาคารมีโปรโมชันดอกเบี้ยพิเศษช่วงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือลดดอกเบี้ยให้สำหรับลูกค้าที่โอนเงินเดือนเข้าบัญชีอยู่แล้ว
อ่านรายละเอียดใน Fact Sheet ทุกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงหรือ Effective Rate ซึ่งรวมค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้ว และอย่าลืมเช็กว่ามีค่าปรับกรณีชำระก่อนกำหนดหรือไม่ บางสถาบันคิดค่าธรรมเนียมการปิดบัญชีก่อนกำหนดถึง 2-3% ของยอดคงเหลือ
กรณีของวัชระ พนักงานบริษัทเอกชนในย่านบางนา อายุ 32 ปี ต้องการเงิน 100,000 บาทเพื่อปรับปรุงบ้าน เขาเลือกสินเชื่อส่วนบุคคลแบบผ่อน 48 งวดจากธนาคารที่เขาใช้บริการอยู่ ดอกเบี้ย 17% ต่อปีแบบลดต้นลดดอก ค่างวดประมาณ 2,800 บาทต่อเดือน เมื่อผ่อนครบเขาจ่ายดอกเบี้ยรวมประมาณ 34,000 บาท หากเขาเลือกแอปสินเชื่อที่อนุมัติไวแต่ดอกเบี้ย 30% ตัวเลขดอกเบี้ยรวมอาจพุ่งไปเกือบ 70,000 บาท ความต่างเกือบเท่าตัวแบบนี้แหละที่ทำให้การเปรียบเทียบก่อนกู้คุ้มค่ามาก
ช่องทางช่วยเหลือและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
หากรู้สึกว่าภาระหนี้เริ่มเกินตัว ธนาคารแห่งประเทศไทยมีศูนย์คลินิกแก้หนี้ หรือ SAM (Siam Amazing Money) ที่ให้คำปรึกษาฟรีสำหรับผู้ที่มีปัญหาหนี้สิน รวมถึงโครงการปรับโครงสร้างหนี้ที่หลายธนาคารเข้าร่วม
นอกจากนี้ ควรระวังมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นแอปสินเชื่อเถื่อน โดยเฉพาะข้อความ SMS หรือโฆษณาออนไลน์ที่เสนอวงเงินสูง ดอกเบี้ยต่ำผิดปกติ และขอให้โอนเงินค่าดำเนินการก่อน ผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมายในไทยต้องอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตได้ที่เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนสมัครเสมอ
สำหรับคนที่ยังลังเลว่าควรกู้หรือไม่ ให้ลองถามตัวเองว่าเงินก้อนนี้จำเป็นจริงไหม มีทางเลือกอื่นเช่นการผ่อนชำระกับผู้ให้บริการโดยตรงหรือไม่ และถ้ากู้แล้วจะสามารถผ่อนไหวในระยะยาวหรือไม่ คำตอบทั้งสามข้อนี้จะช่วยกรองการตัดสินใจที่หุนหันพลันแล่นได้เป็นอย่างดี
สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์เมื่อใช้อย่างมีสติ เปรียบเทียบให้รอบด้าน อ่านเงื่อนไขให้ละเอียด และเลือกวงเงินที่พอดีกับความสามารถในการผ่อน แล้วคุณจะใช้เงินกู้เป็นตัวช่วย ไม่ใช่ภาระที่กัดกร่อนคุณภาพชีวิตในระยะยาว