คนไทยใช้บัตรเครดิตมากขึ้น แต่ยังเลือกจากโฆษณา
บัตรเครดิตในไทยไม่ได้เป็นสินค้าของคนรายได้สูงอีกต่อไป คนทำงานใหม่ พนักงานบริษัท และเจ้าของร้านออนไลน์จำนวนมากถือบัตรตั้งแต่หนึ่งถึงสามใบไว้ใช้หมุนเวียน รายงานของเคทีซีระบุว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตยังเติบโตกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม และส่วนแบ่งตลาดของบริษัทขยับขึ้นเป็นราว 13.3% กลุ่มลูกค้าที่บริษัทให้ความสำคัญมีสองกลุ่มชัดเจน คือคนรายได้ 50,000 บาทขึ้นไปกับคนทำงานใหม่ที่เพิ่งเริ่มมีรายได้ประจำ
ตัวเลขนี้สะท้อนพฤติกรรมง่าย ๆ คนไทยใช้บัตรมากขึ้น แต่หลายคนยังเลือกใบแรกจากโฆษณาเงินคืน 5% หรือของสมนาคุณที่เห็นตอนสมัคร โดยไม่ได้ดูว่าตนเองใช้จ่ายหมวดไหนเป็นหลัก
ปัญหาที่ตามมาจึงไม่ได้อยู่ที่สมัครไม่ผ่าน แต่อยู่ที่ใช้แล้วไม่คุ้ม เงินคืน 5% มักมีเพดานต่อรอบบิลและจำกัดหมวด บัตรบางใบยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีเฉพาะปีแรกหรือเฉพาะเมื่อมียอดใช้จ่ายครบตามเงื่อนไข บัตรอีกกลุ่มคิดค่าธรรมเนียมราว 500 บาทต่อปีแต่ให้สิทธิประโยชน์ที่เจ้าของบัตรไม่ได้ใช้เลย
อีกจุดที่คนมักมองข้ามคือดอกเบี้ย บัตรเครดิตทั่วไปคิดดอกเบี้ยประมาณ 16% ต่อปี เมื่อชำระไม่เต็มจำนวน ดอกเบี้ยจะเริ่มคิดจากยอดที่ค้างและอาจทำให้ยอดหนี้โตเร็วเกินคาด โปรแกรมผ่อนชำระบัตรเครดิต 0% ที่เห็นในโฆษณาก็ไม่ได้ถูกเสมอ บางโปรแกรมให้ดอกเบี้ย 0% สำหรับสามเดือน แต่ถ้าเลือกเทอม 6 หรือ 10 เดือนอาจมีค่าธรรมเนียมประมาณ 0.65% ต่อเดือน ซึ่งเมื่อคิดเป็นดอกเบี้ยที่แท้จริงจะสูงกว่า 13% ต่อปี
เลือกใบที่ใช่จากรายจ่ายจริง
วิธีเลือกที่ตรงที่สุดไม่ต้องเริ่มจากตารางเปรียบเทียบบัตร แต่เริ่มจากบิลเก่าของตัวเอง หยิบบิลย้อนหลังสองถึงสามเดือนมาดู แล้วแยกเป็นหมวดซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร เดินทางออนไลน์ ค่าน้ำค่าไฟ และการผ่อนสินค้า หมวดที่ใช้เงินมากที่สุดคือหมวดที่ควรได้ผลตอบแทนกลับมา
คนที่เดินทางไปทำงานต่างจังหวัดหรือขึ้นเครื่องบ่อย บัตรเครดิตท่องเที่ยวที่มีความคุ้มครองการเดินทางและให้แต้มในหมวดโรงแรมอาจคุ้มกว่าบัตรเงินคืนทั่วไป ส่วนคนที่สั่งของออนไลน์และซื้อของใช้ประจำเดือน ควรดูบัตรเครดิตเงินคืนที่มีเพดานสูงพอและมีหมวดซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่จริง อย่าดูแค่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์บนหน้าโฆษณา
ค่าธรรมเนียมรายปีต้องเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้จริง ถ้าต้องจ่าย 500 บาทต่อปี แต่เงินคืนทั้งปีไม่ถึง 500 บาท ใบนั้นก็ไม่ใช่คำตอบ บัตรเครดิตยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีจึงเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มใช้บัตรและยังไม่มั่นใจยอดใช้จ่ายของตัวเอง
อีกเรื่องที่ควรถามก่อนสมัครคือเงื่อนไขการยกเว้นค่าธรรมเนียม บัตรบางใบยกเว้นตลอดชีพ แต่บางใบยกเว้นเฉพาะเมื่อมียอดใช้จ่ายครบ หรือเรียกเก็บเมื่อบัญชีไม่มีการเคลื่อนไหวติดต่อกัน 12 เดือน ถามให้ชัดว่าเงื่อนไขคืออะไรและต้องทำอะไรบ้าง
ตารางต่อไปนี้สรุปประเภทบัตรที่พบบ่อยในตลาดไทย โดยดูจากคุณสมบัติ การใช้งาน และข้อควรระวัง ไม่ใช่การจัดอันดับ
| ประเภทบัตร | คุณสมบัติเด่นที่พบบ่อย | ค่าธรรมเนียมรายปีโดยประมาณ | รายได้ขั้นต่ำโดยทั่วไป | เหมาะกับใคร | ข้อควรระวัง |
|---|
| บัตรเงินคืนหมวดซูเปอร์มาร์เก็ตและออนไลน์ | เงินคืนประมาณ 3-5% ในหมวดที่กำหนด | ยกเว้นตามเงื่อนไขหรือตลอดชีพ | ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน | คนที่ซื้อของใช้และสั่งของออนไลน์เป็นประจำ | มีเพดานเงินคืนต่อรอบบิลและยอดขั้นต่ำ |
| บัตรสะสมแต้มและแลกไมล์ | แต้มหลายเท่าในหมวดท่องเที่ยวและร้านอาหาร | บางใบยกเว้นตลอดชีพ บางใบมีค่าธรรมเนียม | ประมาณ 15,000-70,000 บาทต่อเดือน | คนเดินทางบ่อยและมีรายได้ประจำ | แต้มมีวันหมดอายุและอัตราแลกไม่คงที่ |
| บัตรสำหรับคนทำงานใหม่ | วงเงินเริ่มต้นไม่สูงและมีสิทธิประโยชน์พื้นฐาน | ยกเว้นตามเงื่อนไข | ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน | เด็กจบใหม่ที่เพิ่งมีรายได้ประจำ | วงเงินน้อยและอาจมีเงื่อนไขการใช้จ่าย |
| บัตรร่วมร้านค้า | ส่วนลดหรือเงินคืนเฉพาะร้านที่ร่วมรายการ | อาจมีค่าธรรมเนียมประมาณ 500 บาทต่อปีหรือยกเว้นตามเงื่อนไข | ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน | คนที่ซื้อสินค้าแบรนด์นั้นเป็นประจำ | ผูกกับร้านเดียวและใช้ได้จำกัด |
| บัตรระดับสูงสำหรับนักเดินทาง | ประกันการเดินทาง ห้องรับรอง และบริการช่วยเหลือ | อาจมีค่าธรรมเนียมสูงแต่ยกเว้นตามเงื่อนไข | ประมาณ 50,000 บาทขึ้นไปสำหรับบางใบ | คนเดินทางต่างประเทศและมีรายได้สูง | เงื่อนไขการใช้สิทธิ์ซับซ้อนและต้องใช้จ่ายขั้นต่ำ |
คุณพลอย วัย 26 ปี ทำงานบริษัทในกรุงเทพฯ เล่าให้ฟังว่าใบแรกที่สมัครเลือกเพราะเห็นเงินคืน 5% แต่พอใช้จริงพบว่ายอดใช้จ่ายไม่ถึงขั้นต่ำที่กำหนด เงินคืนที่ได้จึงน้อยมากและเกือบต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีเต็มจำนวน หลังจากตรวจบิลย้อนหลังสามเดือน เธอเปลี่ยนมาใช้บัตรที่ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีและให้เงินคืนในหมวดซูเปอร์มาร์เก็ตซึ่งตรงกับชีวิตประจำวันมากกว่า ตอนนี้เธอตั้งหักบัญชีอัตโนมัติชำระเต็มจำนวนทุกเดือนและเก็บยอดใช้จ่ายให้ต่ำกว่าครึ่งของวงเงิน
เรื่องนี้ต่างจากคนทำงานในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตหรือเชียงใหม่ พนักงานโรงแรมและไกด์อิสระมักมีรายได้เป็นก้อนไม่สม่ำเสมอ การสมัครบัตรจึงต้องเตรียมเอกสารการเงินให้ชัด และควรเลือกบัตรที่ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปีสูง เพราะรายได้แต่ละเดือนไม่เท่ากัน
ก่อนสมัครและหลังได้บัตร ควรทำอะไร
ก่อนยื่นสมัคร ตรวจเครดิตบูโรผ่านช่องทางของศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติหรือ NCB ก่อน ดูว่ามีบัตรหรือหนี้คงค้างที่ตนเองลืมหรือไม่ หากมีหนี้ค้างนาน การสมัครบัตรใหม่จะยากขึ้นและอาจได้วงเงินต่ำกว่าที่คาด วงเงินบัตรเครดิตที่ได้จะขึ้นกับรายได้ ประวัติการชำระ และภาระหนี้ที่มีอยู่
เตรียมเอกสารให้ครบ สำหรับพนักงานประจำคือสลิปเงินเดือนย้อนหลังสามเดือนและรายการเดินบัญชี ส่วนคนที่รับงานอิสระควรมีหนังสือรับรองรายได้และรายการเดินบัญชีหกเดือนขึ้นไป ธนาคารหลายแห่งมองรายได้ประจำเป็นหลัก คนที่รับงานอิสระจึงควรมีหลักฐานรายได้สม่ำเสมอ
สมัครผ่านช่องทางของธนาคารเจ้าของบัตรโดยตรง เปรียบเทียบอย่างน้อยสองใบ และถามเจ้าหน้าที่เรื่องเงื่อนไขยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีให้ชัด อย่าสมัครหลายใบพร้อมกันเพราะการถูกดึงรายงานเครดิตหลายครั้งอาจทำให้สถาบันการเงินมองว่ากำลังขาดสภาพคล่อง
หลังได้บัตร สิ่งแรกที่ควรทำคือตั้งหักบัญชีอัตโนมัติชำระเต็มจำนวนทุกเดือน ถ้ารายได้ไม่แน่นอน ให้ตั้งเตือนในมือถือก่อนวันครบกำหนดอย่างน้อยสามวัน หลีกเลี่ยงการกดเงินสดเพราะดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเริ่มนับทันที และพยายามรักษายอดใช้จ่ายให้ต่ำกว่าสามในสิบของวงเงิน เพื่อรักษาคะแนนเครดิตไว้ใช้ในอนาคต
ถ้ามีหนี้หลายใบจนจ่ายไม่ไหว อย่าหนีสาย ติดต่อธนาคารเพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้หรือรวมหนี้ และปรึกษาศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย สายด่วน 1213 ซึ่งให้คำแนะนำเรื่องบัตรเครดิตและสินเชื่อ
อีกทางที่หลายคนใช้คือการโอนยอดคงค้างไปบัตรใหม่ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่าในช่วงแรก แต่ต้องอ่านเงื่อนไขค่าธรรมเนียมการโอนและอัตราดอกเบี้ยหลังโปรโมชันจบให้ละเอียด เพราะถ้าพลาดจ่ายขั้นต่ำเพียงบางส่วน ดอกเบี้ยอาจกลับมาสูงกว่าบัตรเดิม
เริ่มจากบิลใบล่าสุด
บัตรเครดิตไม่ได้ทำให้คนจนลงหรือรวยขึ้นด้วยตัวมันเอง ใบที่เหมาะกับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกคน เพราะรายจ่ายและรายได้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งที่ช่วยได้คือการดูพฤติกรรมของตัวเองก่อน แล้วค่อยเลือกบัตรที่ให้ผลตอบแทนตรงกับหมวดที่ใช้จริง
คืนนี้ลองหยิบบิลเดือนล่าสุดมาเปิดดูสักใบ แล้วถามตัวเองว่าจ่ายอะไรไปมากที่สุดในเดือนนี้ ถ้าคำตอบคือค่าอาหารและของใช้ในซูเปอร์มาร์เก็ต บัตรเงินคืนในหมวดนั้นอาจคุ้มกว่าบัตรที่ให้แต้มสำหรับการเดินทาง ถ้าคำตอบคือตั๋วเครื่องบินและที่พัก การเลือกบัตรที่มีความคุ้มครองการเดินทางก็สมเหตุสมผลกว่า
ก่อนลงชื่อสมัครครั้งต่อไป อย่าลืมตรวจรายงานเครดิตบูโร เทียบเงื่อนไขค่าธรรมเนียมรายปี และอ่านเพดานเงินคืนให้ครบ เริ่มจากการเปิดบิลเดือนนี้ แล้วดูว่าหมวดไหนกินเงินมากที่สุด คำตอบนั้นจะบอกได้ดีกว่าโฆษณาใด ๆ ว่าบัตรใบไหนเหมาะกับคุณ