ตลาดบัตรเครดิตไทยไม่ได้มีแค่ใบเดียวที่คุ้ม
คนไทยจ่ายเงินผ่านมือถือกันเกือบทุกวัน ทั้งพร้อมเพย์และคิวอาร์โค้ด แต่บัตรเครดิตยังได้เปรียบอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะการผ่อนสินค้าราคาสูงแบบไม่คิดดอกเบี้ย มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ หรือแม้แต่ค่าทำฟันในคลินิกบางแห่ง ก็มักมีเงื่อนไขผ่อนกับบัตรเครดิตอยู่ด้วย นี่คือเหตุผลที่หลายครอบครัวในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ถือบัตรมากกว่าหนึ่งใบ
ก่อนไปดูรายละเอียดของแต่ละแบบ มีสองเรื่องที่ควรรู้ไว้เป็นพื้นฐาน ดอกเบี้ยบัตรเครดิตในไทยมีเพดานอยู่ที่ 16% ต่อปี ตามข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้สมัครบัตรใบแรกโดยทั่วไปต้องมีรายได้ประจำขั้นต่ำราว 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งแต่ละธนาคารอาจกำหนดเงื่อนไขต่างกันเล็กน้อย
ปัญหาที่เจอบ่อยไม่ใช่เรื่องของตัวบัตร แต่เป็นเรื่องของการเลือกผิดสถานการณ์ ผู้ใช้หลายรายในชุมชนการเงินออนไลน์เล่าว่า สมัครบัตรเพราะของแถมตอนเปิดตัว แล้วพบว่าค่าธรรมเนียมรายปีเริ่มเก็บในปีถัดไปโดยที่ยอดใช้จ่ายไม่ถึงเกณฑ์ยกเว้น อีกกลุ่มหนึ่งจ่ายเพียงขั้นต่ำ 5–10% ของยอดหนี้ทุกเดือน แล้วเข้าใจว่าดอกเบี้ยคิดจากยอดที่จ่าย ส่วนที่จริงคือคิดจากยอดคงค้างทั้งหมด บัตรจึงกลายเป็นภาระโดยไม่ตั้งใจ
เทียบประเภทบัตรก่อนตัดสินใจ
| ประเภทบัตร | ตัวอย่างผู้ออกบัตรในไทย | ค่าธรรมเนียมรายปี (โดยประมาณ) | จุดเด่นที่ใช้ได้จริง | เหมาะกับ | ข้อควรระวัง |
|---|
| บัตรเน้นเงินคืน | KTC, SCB CardX, UOB | 0–1,500 บาท | เงินคืนตามหมวดหมู่ เช่น ซื้อของออนไลน์ ปั๊มน้ำมัน ซูเปอร์มาร์เก็ต | คนที่จ่ายผ่านบัตรทุกเดือนและมีหมวดรายจ่ายชัดเจน | เงินคืนมักมีเพดานต่อรอบบิล และบางโปรต้องลงทะเบียน |
| บัตรสะสมแต้มและไมล์ | KBank, Krungsri, AEON Royal Orchid Plus | 0–2,500 บาท | แลคะแนนเป็นส่วนลดหรือไมล์สายการบิน | คนที่เดินทางบ่อยหรือมีรายจ่ายองค์กร | อัตราแลกแต้มไม่คุ้มถ้ารายจ่ายไม่ถึงเกณฑ์ |
| บัตรสายผ่อนสินค้า | KTC, Krungsri, AEON | 0–2,000 บาท | ผ่อน 0% 4–10 เดือนตามร้านที่ร่วมรายการ | คนที่กำลังซื้อของชิ้นใหญ่และมีกระแสเงินสดแน่นอน | ต้องจ่ายตรงเวลา ผิดนัดครั้งเดียวอาจเสียสิทธิ์ผ่อน |
| บัตรใช้จ่ายต่างประเทศ | UOB, SCB และบัตรตระกูล Travel | 0–2,000 บาท | แลกเงินได้หลายสกุล มีสิทธิ์ส่วนลดร้านค้าต่างประเทศ | คนที่เดินทางหรือสั่งของจากต่างประเทศ | ค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศมักอยู่ที่ประมาณ 2.5% ต่อรายการ |
| บัตรสำหรับผู้เริ่มทำงาน | AEON, บัตรเครดิตฐานรายได้ปานกลางของธนาคารพาณิชย์ | 0–1,000 บาท | วงเงินเริ่มต้นไม่สูง เงื่อนไขรายได้ยืดหยุ่นกว่า | คนที่เพิ่งเริ่มสร้างประวัติเครดิต | วงเงินน้อยแต่ดอกเบี้ยเท่าบัตรทั่วไป |
ตัวเลขในตารางเป็นการประมาณการจากเงื่อนไขที่ผู้ออกบัตรประกาศไว้จริง ควรตรวจสอบหน้าผลิตภัณฑ์ของธนาคารอีกครั้งก่อนสมัคร เพราะโปรโมชั่นเปลี่ยนได้ตลอดปี
จุดที่คนมักพลาดตอนสมัครและตอนใช้บัตร
1. อ่านเฉพาะโปรตอนสมัคร แต่ไม่ดูเงื่อนไขปีถัดไป
คุณพิมพ์ชนก พนักงานบริษัทในเขตบางนา เล่าว่าเธอสมัครบัตรเงินคืนสองใบพร้อมกันเพราะช่วงนั้นมีแคมเปญของสมนาคุณ ผ่านไปหนึ่งปีเธอใช้บัตรใบที่สองไม่ถึงเกณฑ์ยกเว้นค่าธรรมเนียม และต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีโดยไม่ได้อะไรกลับมา สิ่งที่ควรทำคือคิดล่วงหน้าว่าปีหน้าจะยังใช้บัตรนี้ในหมวดไหน และยอดใช้จ่ายจะถึงเกณฑ์หรือไม่
2. จ่ายขั้นต่ำแล้วคิดว่าดอกเบี้ยคิดเฉพาะส่วนที่เหลือ
ดอกเบี้ย 16% ต่อปี คิดจากยอดคงค้างทั้งหมด ไม่ใช่ยอดที่จ่ายไม่ครบ การจ่ายขั้นต่ำอย่างเดียวทำให้หนี้หมุนยาวและดอกเบี้ยทบไปเรื่อย ๆ วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือตั้งหักบัญชีจ่ายเต็มจำนวนทุกเดือน แล้วใช้บัตรเป็นเครื่องมือชำระ ไม่ใช่แหล่งเงินกู้
3. สมัครหลายใบพร้อมกันเพราะอยากได้ของสมนาคุณ
การยื่นสมัครหลายใบในช่วงสั้น ๆ ทำให้สถาบันการเงินเห็นว่าคุณกำลังต้องการสินเชื่อเร่งด่วน และอาจกระทบการพิจารณาวงเงินในครั้งถัดไป ทางที่ดีคือเว้นช่วงให้ห่างกัน และเก็บเฉพาะใบที่ใช้จริง
4. เข้าใจว่าไมล์จะคุ้มแค่ไหน
คุณอนันต์ พนักงานขายในจังหวัดเชียงใหม่ ใช้บัตรสะสมไมล์มาเกือบสองปี แล้วพบว่าคะแนนที่ได้ยังไม่พอแลกตั๋วเครื่องบินเลย เพราะรายจ่ายส่วนใหญ่อยู่นอกหมวดที่ได้แต้มเพิ่ม บัตรประเภทนี้จะคุ้มก็ต่อเมื่อรายจ่ายประจำของคุณตรงกับหมวดที่ให้แต้มสูงจริง
5. ปิดบัตรไม่ถูกวิธี
การยกเลิกบัตรควรแจ้งผู้ออกบัตรอย่างเป็นทางการและเก็บหลักฐานไว้ อย่าเพียงเลิกใช้แล้วปล่อยให้มียอดค้าง เพราะอาจมีค่าธรรมเนียมค้างสะสมและถูกบันทึกในประวัติเครดิตบูโร
ลงมือทำทีละขั้น
เริ่มจากดึงรายการเดินบัญชีย้อนหลังสักสองถึงสามเดือน แล้วแยกให้ออกว่าเงินส่วนใหญ่ไปอยู่ที่หมวดไหน ปั๊มน้ำมัน อาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ค่าโทรศัพท์ หรือช้อปปิ้งออนไลน์ ตัวเลขนี้จะบอกได้ทันทีว่าบัตรแบบไหนให้ผลตอบแทนกับคุณมากที่สุด
จากนั้นเลือกบัตรหลักหนึ่งใบที่ตรงกับหมวดรายจ่ายใหญ่ที่สุด และถ้ามีบัตรสำรอง ให้เลือกคนละประเภทเพื่อไม่ให้ผลตอบแทนทับซ้อนกัน ตั้งระบบจ่ายเต็มจำนวนอัตโนมัติผ่านแอปของธนาคาร และตรวจสอบยอดคงค้างก่อนวันตัดรอบทุกเดือน
อีกเรื่องที่ควรทำเป็นประจำคือตรวจประวัติเครดิตของตัวเองกับศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร ปีละครั้ง เพื่อดูว่ามีบัตรที่ลืมปิดหรือมีรายการค้างที่ทำให้ภาพรวมไม่ดีหรือไม่ ถ้าเจอปัญหาข้อมูลไม่ถูกต้องหรือถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมโดยไม่เป็นธรรม สามารถขอคำปรึกษากับศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยได้
สำหรับคนที่ถือบัตรหลายใบจนจำไม่ได้ ให้เริ่มจากรวมใบที่ไม่ได้ใช้เกินหกเดือน ปิดบัญชีให้เรียบร้อย แล้วเก็บไว้เพียงสองใบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง การถือบัตรน้อยลงไม่ได้ทำให้ความสามารถในการใช้จ่ายลดลง แต่ทำให้เห็นภาพการเงินของตัวเองชัดขึ้น
แหล่งข้อมูลที่ควรดูเพิ่มเติมคือหน้าผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์และผู้ออกบัตรที่ไม่ใช่ธนาคาร เงื่อนไขค่าธรรมเนียมรายปี การยกเว้นค่าธรรมเนียม และอัตราดอกเบี้ยจะระบุไว้ชัดเจนในนั้น รวมถึงตารางผ่อนรายร้านที่ร่วมรายการ ซึ่งอัปเดตบ่อยกว่าที่หลายคนคิด
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากใบไหน ลองเขียนรายจ่ายสามเดือนลงกระดาษหนึ่งแผ่น แล้วเทียบกับตารางข้างต้น วิธีนี้ใช้เวลาน้อยกว่าการอ่านรีวิวเป็นสิบคัน แต่ให้คำตอบที่ตรงกับกระเป๋าเงินของคุณมากกว่า