ตลาดบัตรเครดิตไทยแข่งขันหนัก แต่กับดักก็เยอะ
ถ้าดูจากป้ายโฆษณาตามห้างหรือฟีดในแอปฯ ธนาคาร will เห็นว่าทุกเจ้าชูจุดขายคล้ายกันหมด คือเครดิตเงินคืน แต้มสะสม และโปรผ่อน 0% กับร้านค้าพันธมิตร นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะการผ่อน 0% ฝังลึกอยู่ในพฤติกรรมซื้อของของคนไทยมานาน ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ โทรศัพท์ ไปจนถึงทัวร์ต่างประเทศ
บัตรในไทยออกโดยธนาคารและผู้ประกอบธุรกิจบัตรที่ได้รับใบอนุญาต ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งกำหนดเพดานดอกเบี้ยไว้ที่ 16% ต่อปี และกำหนดให้ผู้ถือบัตรต้องมีรายได้ขั้นต่ำประมาณ 15,000 บาทต่อเดือนสำหรับบัตรทั่วไป วงเงินมักคิดเป็นหลายเท่าของรายได้ต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประวัติเครดิตและภาระหนี้เดิม
ปัญหาที่เจอบ่อยไม่ได้อยู่ที่ตัวบัตร แต่อยู่ที่วิธีใช้ สี่ข้อนี้คือกับดักที่คนพลาดมากที่สุด
จ่ายขั้นต่ำทุกเดือนแล้วคิดว่าไม่เป็นไร ยอดขั้นต่ำมักอยู่ราว 10% ของยอดเรียกเก็บ ส่วนที่เหลือถูกคิดดอกเบี้ยเต็มอัตราและทบต้นไปเรื่อย ๆ คนที่จ่ายแบบนี้ปีหนึ่งอาจจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าของที่ซื้อ
ผ่อน 0% แต่พลาดเงื่อนไข หลายโปรกำหนดให้ผ่อนเฉพาะยอดขั้นต่ำ หรือเฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ ถ้าลืมว่าตัวเองมีผ่อนอยู่กี่รายการ งบรายเดือนจะแตกโดยไม่ทันตั้งตัว
ลืมเงื่อนไขยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี บัตรหลายใบยกเว้นค่าธรรมเนียมปีถัดไปเมื่อมียอดใช้จ่ายครบตามที่กำหนด แต่ถ้าใช้ไม่ถึงก็ต้องจ่ายจริง ซึ่งบางใบอยู่ในหลักพันบาท
ใช้บัตรผิดใบตอนไปต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมแปลงสกุลเงินของบัตรเครดิตทั่วไปอยู่ราว 2.5% ของยอด แลกกับอะไรก็ตามที่คุณได้คืนจากบัตร อาจไม่คุ้มถ้าไม่ได้วางแผน
เทียบบัตรสี่แบบก่อนตัดสินใจ
| ประเภทบัตร | จุดเด่นที่ใช้จริง | ค่าธรรมเนียมรายปี | เหมาะกับใคร | ข้อควรระวัง |
|---|
| เครดิตเงินคืน | เงินคืนเป็นเปอร์เซ็นต์ในหมวดที่ใช้บ่อย เช่น ออนไลน์ เดลิเวอรี | ส่วนใหญ่ยกเว้นเมื่อยอดใช้จ่ายครบ หรือยกเว้นปีแรก | คนที่ใช้จ่ายประจำทุกเดือน | มักมีเพดานเงินคืนต่อรอบบิล |
| แต้มสะสมและไมล์ | แลกตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และสิทธิ์ร้านอาหาร | หลักพันบาทต้น ๆ สำหรับบัตรระดับสูง | คนที่เดินทางบ่อยหรือใช้จ่ายผ่านร้านพันธมิตร | แต้มมีวันหมดอายุและอัตราแลกไม่เท่ากันทุกหมวด |
| สายผ่อน 0% | เครือข่ายร้านค้าร่วมรายการกว้าง ผ่อนได้หลายเดือน | แล้วแต่ธนาคารและระดับบัตร | คนที่ซื้อของชิ้นใหญ่เป็นรอบ ๆ | ต้องจ่ายตรงเวลาและครบทุกงวด ไม่งั้นเสียดอกเบี้ยย้อนหลัง |
| บัตรเพื่อการเดินทาง | ล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า ลดค่าธรรมเนียมแปลงสกุลเงิน | แล้วแต่ผู้ออกบัตร | คนที่ออกต่างประเทศปีละหลายครั้ง | ต้องเติมเงินหรือแลกเงินล่วงหน้า ไม่ใช่เครดิตฟรี |
ตัวเลขค่าธรรมเนียมข้างต้นเป็นช่วงโดยประมาณจากประกาศของผู้ออกบัตรแต่ละราย ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดกับธนาคารอีกครั้งก่อนสมัคร
เลือกบัตรให้ตรงกับพฤติกรรมจริง
1. สายช้อปออนไลน์และเดลิเวอรี
ถ้าเดือนหนึ่งคุณสั่งของผ่านแอปฯ หลายครั้ง บัตรเครดิตเครดิตเงินคืนในหมวดออนไลน์จะให้ผลตอบแทนที่จับต้องได้มากกว่าบัตรแต้มสะสม แต่ต้องดูเพดานเงินคืนต่อรอบบิลด้วย เพราะหลายใบให้เงินคืนสูงเฉพาะยอดแรก ๆ ของรอบ
คุณนัท พนักงานบริษัทในกรุงเทพฯ เล่าให้ฟังว่าเดิมใช้บัตรใบเดียวกับทุกอย่าง ปีที่แล้วเปลี่ยนมาแยกใบสำหรับช้อปออนไลน์โดยเฉพาะ แล้วเก็บอีกใบไว้ใช้ผ่อนของใหญ่ ทำให้เห็นชัดว่าเดือนไหนใช้เกิน และได้เงินคืนกลับมาบ้างในหมวดที่ใช้จริง
2. สายผ่อนของชิ้นใหญ่
คนที่วางแผนซื้อทีวีหรือโน้ตบุ๊กควรดูก่อนว่าบัตรตัวเองอยู่ในเครือข่ายร้านค้าที่มีโปรผ่อนหรือไม่ แต่ละธนาคารมีรายชื่อร้านร่วมรายการต่างกัน บางเจาะจงห้างไอที บางเน้นเครื่องใช้ในบ้าน ถ้าอยู่ต่างจังหวัดอย่างเชียงใหม่หรือขอนแก่น ให้เช็กสาขาของร้านนั้นในพื้นที่ด้วยว่ามีโปรเดียวกับสาขาในกรุงเทพฯ หรือไม่ และจดวันตัดรอบบิลให้ตรงกับวันเงินเดือนออก จะช่วยไม่ให้พลาดงวด
3. สายเดินทางและใช้จ่ายต่างประเทศ
ถ้าออกต่างประเทศปีละหลายครั้ง การใช้บัตรเครดิตทั่วไปแลกแต้มอาจไม่คุ้มค่าธรรมเนียม 2.5% ลองคำนวณคร่าว ๆ ว่ายอดใช้จ่ายต่างประเทศต่อทริปเป็นเท่าไร ถ้าสูงและได้เงินคืนไม่ถึง 2.5% ก็ควรหาบัตรที่ค่าธรรมเนียมแปลงสกุลเงินต่ำกว่า หรือใช้บัตรประเภทเติมเงินล่วงหน้าที่ล็อกเรตไว้แทน
4. มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน
คนที่เพิ่งมีรายได้ประจำไม่ควรเริ่มจากบัตรหลายใบ เริ่มจากใบเดียวที่ค่าธรรมเนียมรายปีต่ำ ตั้งยอดใช้จ่ายไม่เกิน 30% ของวงเงิน แล้วจ่ายเต็มจำนวนทุกเดือนเพื่อสร้างประวัติเครดิตที่ดีกับเครดิตบูโร ซึ่งจะมีผลตอนขอกู้บ้านหรือสินเชื่ออื่นในอนาคต
สมัครและดูแลบัตรอย่างเป็นระบบ
ขั้นแรก เช็กว่าตัวเองมีรายได้ขั้นต่ำตามเกณฑ์และมีเอกสารครบ ทั้งสลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองรายได้ และStatementบัญชีธนาคารย้อนหลัง หลายธนาคารให้สมัครบัตรเครดิตออนไลน์ผ่านแอปฯ และแนบเอกสารผ่านมือถือได้เลย
ขั้นที่สอง ก่อนกดสมัคร ให้เปิดเว็บไซต์ของธนาคารนั้นอ่านตารางค่าธรรมเนียมเต็ม ๆ โดยเฉพาะเงื่อนไขยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมการถอนเงินสด ซึ่งมักคิดแพงกว่าการรูดซื้อของมาก
ขั้นที่สาม หลังได้บัตร ให้ตั้งการแจ้งเตือนวันตัดรอบบิลและวันครบกำหนดในปฏิทินมือถือ ผูกบัญชีเพื่อจ่ายอัตโนมัติเฉพาะยอดเต็มจำนวน ไม่ใช่ยอดขั้นต่ำ แล้วทบทวนรายการผ่อนที่มีอยู่ทุกเดือนว่ามีกี่รายการและเหลืออีกกี่งวด
ขั้นที่สี่ ตรวจประวัติเครดิตของตัวเองกับเครดิตบูโรปีละครั้ง หากพบข้อมูลผิดพลาดให้ยื่นขอแก้ไขทันที ถ้ามีปัญหากับผู้ออกบัตร เช่น ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม สามารถติดต่อศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อขอคำปรึกษาได้
บัตรเครดิตไม่ใช่ปัญหา แต่การถือหลายใบโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจ่ายอะไรอยู่คือปัญหา ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากแบบไหน ลองเขียนรายการค่าใช้จ่ายย้อนหลังสามเดือนลงกระดาษหนึ่งแผ่น แล้วดูว่าหมวดไหนกินเงินมากที่สุด บัตรที่ดีที่สุดมักไม่ใช่ใบที่โปรแรงที่สุด แต่เป็นใบที่ตรงกับหมวดนั้นพอดี