สิ่งที่โฆษณาพูดถึง กับสิ่งที่ใบแจ้งหนี้บอก
ตลาดบัตรเครดิตในไทยแข่งกันหนักเรื่องเงินคืนและแต้มสะสม หลายใบยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีในปีแรก แล้วค่อยคิดเงินจริงในปีถัดไปถ้ายอดใช้จ่ายไม่ถึงเกณฑ์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือบัตร Platinum ของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งประกาศว่าไม่มีค่าธรรมเนียมสมัครและไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี แต่มีเงื่อนไขต้องมียอดใช้จ่าย 12 ครั้งต่อปี ขณะที่บัตร Krungthai Travel Platinum Mastercard คิดค่าธรรมเนียมรายปี 250 บาท และยกเว้นในปีถัดไปหากมีธุรกรรมต่างประเทศครบ 5 ครั้งภายในรอบปีเรียกเก็บ อีกใบที่คนมักเข้าใจผิดคือบัตรระดับ Signature หรือ Infinite ซึ่งบางแห่งสงวนไว้สำหรับลูกค้าที่ได้รับเชิญเท่านั้น
ฝั่งต้นทุนมีสองจุดที่ต้องจับตา ดอกเบี้ยบัตรเครดิตมีเพดานตามที่ทางการกำหนดไว้ที่ไม่ 16% ต่อปี ถ้าคุณจ่ายเพียงยอดขั้นต่ำ ซึ่งโดยทั่วไปอยู่ที่ 5-10% ของยอดคงค้าง ส่วนที่เหลือจะถูกคิดดอกเบี้ยทันที และคิดต่อเนื่องจนกว่าจะปิดยอด เงินคืนที่ได้ทั้งปีอาจน้อยกว่าดอกเบี้ยที่จ่ายในเดือนเดียวก็ได้
อีกจุดคือการกดเงินสดจากบัตร ซึ่งมีค่าธรรมเนียมไม่เกิน 2.5% ของยอดที่กด และไม่มีระยะปลอดดอกเบี้ย เพราะดอกเบี้ยเริ่มนับตั้งแต่วันถอน หลายคนใช้ช่องทางนี้ตอนเงินไม่พอปลายเดือน แล้วพบว่าหนี้โตเร็วกว่าที่คิด
เลือกใบให้ตรงกับพฤติกรรมจริง
| ประเภทบัตร | ตัวอย่างที่พบในตลาด | ค่าธรรมเนียมรายปี | เกณฑ์รายได้ที่พบบ่อย | เหมาะกับ | ข้อควรระวัง |
|---|
| บัตรเงินคืน | บัตร Platinum ของธนาคารกสิกรไทย | ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี มีเงื่อนไขยอดใช้จ่าย | 15,000 บาท/เดือน (ผู้สมัครชาวไทย) | คนใช้จ่ายประจำ ซื้อของใช้และอาหาร | เงินคืนมักมีเพดานต่อหมวดและต่อเดือน |
| บัตรท่องเที่ยว | Krungthai Travel Platinum Mastercard | 250 บาท/ปี ยกเว้นได้หากมีธุรกรรมต่างประเทศครบ 5 ครั้ง | ตามเกณฑ์ลูกค้าบุคคลของธนาคาร | คนเดินทางบ่อย จองตั๋วและที่พักเอง | ต้องเช็กว่า transaction เข้าข่ายหมวดที่กำหนดหรือไม่ |
| บัตรสำหรับคนเริ่มมีรายได้ | บัตรเครดิตพื้นฐานของธนาคารพาณิชย์ | แล้วแต่ธนาคาร ส่วนใหญ่มีเงื่อนไขยกเว้น | 15,000 บาท/เดือนขึ้นไป | พนักงานประจำที่เพิ่งเริ่มสร้างประวัติเครดิต | วงเงินเริ่มต้นมักไม่สูง และปรับยากในปีแรก |
| บัตรที่มีเงินฝากค้ำประกัน | บัตรที่ออกโดยมีเงินฝากค้ำ | ขึ้นกับธนาคาร | ไม่เน้นรายได้ แต่ต้องมีเงินฝากค้ำ | ฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการที่รายได้ไม่คงที่ | เงินค้ำถูกกันไว้ใช้ไม่ได้ตลอดอายุบัตร |
บัตรเงินคืน ทำงานได้ดีกับคนที่มีรูปแบบการใช้จ่ายซ้ำ ๆ ทุกเดือน เช่น ค่าน้ำมัน ค่ากับข้าว หรือของใช้ในบ้าน เพราะเงินคืนจะกองอยู่ที่หมวดเดิมเรื่อย ๆ แต่ถ้าคุณใช้จ่ายกระจายหลายหมวดแบบไม่มีแบบแผน มูลค่าเงินคืนที่ได้อาจต่ำกว่าที่โฆษณาไว้มาก
บัตรสะสมแต้มหรือสายการบิน คุ้มเมื่อคุณเดินทางจริงและจองตั๋วผ่านช่องทางที่เข้าเงื่อนไข ต้องยอมรับว่าการแลกไมล์มีขั้นต่ำและมีวันหมดอายุ แต้มที่ค้างอยู่จึงไม่ใช่เงิน
บัตรใบแรกสำหรับพนักงานเงินเดือน เกณฑ์รายได้ 15,000 บาทต่อเดือนเป็นตัวเลขที่พบบ่อยในตลาด ผู้สมัครชาวต่างชาติมักถูกใช้เกณฑ์สูงกว่านี้ คือประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน และโดยทั่วไปผู้ถือบัตรหลักต้องอายุ 20-70 ปี มีรายได้หรือทำงานต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งปี และไม่มีประวัติค้างชำระกับสถาบันการเงินใด
กรณีตัวอย่าง: ลดจากสามใบเหลือใบเดียว
คุณนัท อายุ 29 ปี ทำงานบริษัทในกรุงเทพฯ รายได้ประมาณ 28,000 บาท เดิมถือบัตรเครดิตสามใบ เพราะอยากได้ของสมนาคุณตอนสมัคร ปัญหาคือเขาไม่ได้อ่านเงื่อนไขยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีของแต่ละใบ จึงค้างค่าธรรมเนียมปีละประมาณ 500-800 บาทต่อใบโดยไม่รู้ตัว และเพราะจ่ายขั้นต่ำเกือบทุกเดือน ดอกเบี้ยจึงกินเงินเดือนไปอีกก้อน
สิ่งที่เขาเปลี่ยนคือรวมการใช้จ่ายไว้ที่บัตรเงินคืนใบเดียวที่ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปีหากใช้ครบตามเงื่อนไข ปิดอีกสองใบที่เหลือ ตั้งระบบจ่ายเต็มจำนวนอัตโนมัติทุกวันที่เงินเดือนออก และเก็บวงเงินใช้งานจริงไว้ไม่เกิน 30% ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ ภายในไม่กี่เดือน ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยที่เคยหายไปก็กลายเป็นเงินออมก้อนเล็ก ๆ ที่เขามองเห็นได้
ขั้นตอนก่อนส่งใบสมัคร
เริ่มจากเปิดใบแจ้งหนี้ย้อนหลังสามเดือน แล้วจดว่าหมวดไหนกินเงินมากที่สุด คำตอบนี้จะบอกได้ว่าคุณควรไปทางบัตรเงินคืน บัตรสะสมแต้ม หรือบัตรที่เน้นผ่อน 0% กับร้านค้าเฉพาะ
ต่อมาเช็กเกณฑ์รายได้และเอกสารให้ครบก่อนยื่น โดยทั่วไปใช้สลิปเงินเดือนย้อนหลัง สมุดบัญชีหรือใบแจ้งยอดที่แสดงรายรับ regelmäßig และหนังสือรับรองเงินเดือน เอกสารไม่ครบคือสาเหตุที่ทำให้ใบสมัครถูกตีกลับบ่อยที่สุด
ตรวจประวัติเครดิตของตัวเองกับศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติหรือ NCB ก่อนยื่น เพราะถ้ามีประวัติค้างชำระหรือการขอสินเชื่อหลายแห่งในช่วงสั้น ๆ โอกาสอนุมัติจะลดลง และควรเว้นช่วงอย่างน้อยสามเดือนหากจะยื่นสมัครใหม่หลังถูกปฏิเสธ
อ่านบรรทัดเล็กสองจุดทุกครั้ง คือเงื่อนไขยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี และเพดานเงินคืนหรือแต้มต่อหมวด เพราะสองจุดนี้คือที่มาของความคุ้มหรือไม่คุ้มจริง ๆ
สุดท้าย เริ่มจากบัตรใบเดียว ตั้งการชำระเต็มจำนวนอัตโนมัติ และเลือกวงเงินที่ผ่อนไหวหากมีเดือนที่รายจ่ายฉุกเฉิน ไม่ต้องรีบสะสมบัตรหลายใบเพื่อให้ดูมีสถานะ เพราะภาระหนี้ต่อเดือนที่สูงเกินสัดส่วนรายได้จะกลายเป็นอุปสรรคตอนขอกู้เงินก้อนใหญ่ในอนาคต
ก่อนตัดสินใจ
เงื่อนไขของบัตรแต่ละใบเปลี่ยนได้บ่อย ทั้งอัตราเงินคืน เพดานต่อหมวด และเกณฑ์ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี จึงควรเปิดหน้าเว็บไซต์ของธนาคารผู้ออกบัตรหรือสอบถามศูนย์บริการลูกค้าโดยตรงก่อนลงชื่อทุกครั้ง ตัวเลขที่อยู่ในบทความนี้เป็นภาพรวมของสิ่งที่พบในตลาด ไม่ใช่ข้อเสนอเฉพาะเจาะจงของธนาคารใด
ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากใบไหน ให้ย้อนดูรายจ่ายสามเดือนของตัวเองก่อน แล้วเลือกบัตรที่ให้ผลตอบแทนตรงกับหมวดที่คุณจ่ายอยู่แล้ว ไม่ใช่หมวดที่คุณต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อให้ได้แต้ม บัตรที่ดีที่สุดไม่ใช่ใบที่ให้เงินคืนสูงสุดในโฆษณา แต่คือใบที่คุณจ่ายเต็มทุกเดือนได้สบาย และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมโดยไม่รู้ตัว