สถานการณ์สินเชื่อส่วนบุคคลในไทยตอนนี้
ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลในไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีนโยบายกำกับดูแลอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีหลักประกันไว้สูงสุดไม่เกิน 14.6% ต่อปี ขณะที่สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกันอยู่ที่ 16.6% ต่อปี ทำให้หลายธนาคารแข่งกันปรับโครงสร้างดอกเบี้ยเพื่อดึงดูดลูกค้า
จุดที่หลายคนพลาดคือการดูแต่ตัวเลขดอกเบี้ยโฆษณา โดยลืมตรวจสอบว่าเป็นดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกหรือแบบ Flat Rate ดอกเบี้ยแบบ Flat Rate ฟังดูต่ำแต่เมื่อคิดเป็นอัตราที่แท้จริงอาจสูงถึงเกือบ 20% ต่อปี ยกตัวอย่างสินเชื่อเพื่อแก้ไขหนี้รายย่อยของธนาคารออมสินที่เพิ่งเปิดตัว เรียกเก็บ Flat Rate 0.75% ต่อเดือน แต่เมื่อแปลงเป็น Effective Rate แล้วอยู่ที่ 16.20% ต่อปี
อีกเรื่องที่คนไทยเจอประจำคือการกดเงินจากบัตรเครดิตหรือใช้บริการสินเชื่อนอกระบบเมื่อฉุกเฉิน ดอกเบี้ยบัตรเครดิตโดยทั่วไปอยู่ที่ 18-20% ต่อปี ส่วนสินเชื่อนอกระบบนั้นไม่ต้องพูดถึง หลายรายโดนคิดดอกเบี้ยรายวันที่สูงลิ่วจนหนี้บานปลายในไม่กี่เดือน
เปรียบเทียบตัวเลือกสินเชื่อส่วนบุคคลในตลาด
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองมาเทียบตัวเลือกยอดนิยมในท้องตลาดตอนนี้
| ประเภทสินเชื่อ | อัตราดอกเบี้ยโดยประมาณ | วงเงิน | เหมาะกับ | จุดเด่น | ข้อควรระวัง |
|---|
| สินเชื่อส่วนบุคคลแบงก์ใหญ่ (เช่น Krungsri iFIN) | 21-25% ต่อปี (ลดต้นลดดอก) | สูงสุด 5 เท่าของรายได้ แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท | ผู้มีเงินเดือนประจำ | รู้ผลไวใน 1 วัน ไม่ต้องมีคนค้ำ | ดอกเบี้ยค่อนข้างสูงหากเทียบกับสินเชื่อมีหลักประกัน |
| สินเชื่อเพื่อแก้ไขหนี้รายย่อย (ธนาคารออมสิน) | Flat Rate เริ่ม 0.75% ต่อเดือน | สูงสุด 200,000 บาท | ผู้มีหนี้หลายก้อนต้องการรวมหนี้ | ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนานสูงสุด 5 ปี | วงเงินจำกัด ต้องสมัครที่สาขา |
| สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ | ประมาณ 33% ต่อปี (ตามเพดาน ธปท.) | หลักหมื่นบาท | พ่อค้าแม่ค้า รายได้ไม่สม่ำเสมอ | อนุมัติง่าย ไม่ต้องใช้เอกสารเยอะ | ดอกเบี้ยสูงมาก ควรใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย |
| บัตรกดเงินสด | 18-25% ต่อปี | ตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติ | ผู้ที่ต้องการวงเงินหมุนเวียนระยะสั้น | ใช้เมื่อไหร่ค่อยเสียดอกเบี้ยตอนนั้น | วงเงินที่มีอาจทำให้วินัยการใช้จ่ายพัง |
| ข้อสังเกตสำคัญคือดอกเบี้ย 21-25% ต่อปีของสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกันฟังดูสูง แต่เมื่อเทียบกับเพดานที่ ธปท. กำหนดไว้สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลบางประเภทซึ่งสูงถึง 25% ต่อปีแล้ว ก็ถือว่าอยู่ในช่วงมาตรฐานของตลาด | | | | | |
วิธีเลือกสินเชื่อให้ตรงกับความต้องการจริง
ก่อนตัดสินใจ ขอให้คุณแยกให้ออกก่อนว่าความต้องการเงินก้อนนี้คืออะไร เพราะคนละวัตถุประสงค์ควรใช้คนละเครื่องมือ
กรณีที่ 1: มีหนี้หลายก้อน ต้องการรวมหนี้เพื่อลดภาระรายเดือน
สมมติว่าคุณมีหนี้บัตรเครดิต 3 ใบ ยอดรวม 150,000 บาท แต่ละใบคิดดอกเบี้ย 18-20% ต่อปี แทนที่จะจ่ายขั้นต่ำแล้วดอกเบี้ยทบต้นไม่จบสิ้น ลองมองหาสินเชื่อรีไฟแนนซ์ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่า แล้วนำไปปิดหนี้บัตรทั้งหมด เหลือผ่อนก้อนเดียวกับสถาบันเดียว วิธีนี้ช่วยให้เห็นภาพหนี้ชัดเจนและปิดจบได้เร็วขึ้น โครงการสินเชื่อเพื่อแก้ไขหนี้รายย่อยของธนาคารออมสินก็ตอบโจทย์กลุ่มนี้ได้ดี
กรณีที่ 2: ต้องการเงินทุนหมุนเวียนสำหรับอาชีพอิสระ
พ่อค้าแม่ค้าและฟรีแลนซ์มักเจอปัญหาเงินสดสะดุดช่วงต้นเดือน สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์หรือสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์จากบริษัทไฟแนนซ์อาจเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่าย เพราะไม่ต้องใช้สลิปเงินเดือน แต่ต้องมีวินัยสูงในการผ่อนชำระ เพราะดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง
กรณีที่ 3: มีเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงินด่วนภายในวันเดียว
หลายธนาคารเปิดบริการสินเชื่อส่วนบุคคลออนไลน์ที่อนุมัติไวภายใน 1 วันทำการ เช่น Krungsri iFIN ที่สามารถยื่นผ่านแอปพลิเคชันได้เลย ข้อดีคือไม่ต้องเดินทางไปสาขา เอกสารน้อย แต่ต้องเช็กให้ดีว่าเป็นสินเชื่อที่คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกเท่านั้น อย่าหลงกลโฆษณาที่โชว์ตัวเลขผ่อนต่อเดือนต่ำๆ แต่ซ่อนดอกเบี้ยไว้ในค่าธรรมเนียมอื่น
วิธีเตรียมตัวให้ผ่านอนุมัติไว
การผ่านอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวง แต่ขึ้นอยู่กับการเตรียมตัว ข้อแรกคือเช็กเครดิตบูโรของตัวเองก่อนยื่นสมัคร หากมีประวัติชำระล่าช้า ขอแนะนำให้เคลียร์หนี้ค้างชำระให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยสมัครใหม่ ประวัติการชำระตรงเวลาต่อเนื่อง 6-12 เดือนจะช่วยเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือได้มาก
ข้อสองคือเตรียมเอกสารให้ครบ เอกสารหลักที่สถาบันการเงินต้องการคือบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3-6 เดือน หรือหากเป็นอาชีพอิสระก็ต้องใช้เอกสารแสดงรายได้ เช่น สเตตเมนต์บัญชีธนาคารย้อนหลัง 6-12 เดือน ใครที่เตรียมเอกสารครบในครั้งเดียวจะช่วยให้กระบวนการอนุมัติเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ข้อสามคือคำนวณความสามารถในการผ่อนชำระด้วยตัวเองก่อน หลักทั่วไปคือยอดผ่อนต่อเดือนไม่ควรเกิน 30-40% ของรายได้ต่อเดือน หากผ่อนเกินนี้ชีวิตจะอึดอัดและเสี่ยงเกิดหนี้เสียในอนาคต ลองใช้เครื่องคำนวณสินเชื่อบนเว็บไซต์ธนาคารเพื่อประเมินวงเงินที่เหมาะสมก่อนยื่นจริง
สำหรับคนที่ทำงานในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีตัวเลือกธนาคารและบริษัทไฟแนนซ์ให้เปรียบเทียบเยอะ ขณะที่ต่างจังหวัดบางพื้นที่มีสาขาธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณาที่ยืดหยุ่นสำหรับคนในท้องถิ่น
ข้อควรระวังและด่านสุดท้ายก่อนเซ็นสัญญา
ก่อนเซ็นสัญญาสินเชื่อทุกครั้ง ขอให้อ่านรายละเอียดในสัญญาให้ครบถ้วน โดยเฉพาะหัวข้อเหล่านี้ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เงื่อนไขการคิดดอกเบี้ยเมื่อชำระล่าช้า และสิทธิ์ในการชำระคืนก่อนกำหนดว่ามีค่าปรับหรือไม่
สิ่งที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้บริโภคไทยคือการไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง "อัตราดอกเบี้ยต่อปี" กับ "อัตราดอกเบี้ยต่อเดือน" เช่น โฆษณาว่าดอกเบี้ยเพียง 1.5% ต่อเดือน ซึ่งเมื่อคูณ 12 เดือนแล้วเท่ากับ 18% ต่อปีโดยประมาณ และหากเป็น Flat Rate ก็จะแพงกว่าแบบลดต้นลดดอกอีกมาก
อีกเรื่องที่ควรจับตาให้ดีคือการสมัครสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันนอกระบบที่โฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย หลายรายเป็นแอปผีที่หลอกให้กดเงินกู้แล้วแฮกข้อมูลส่วนตัวหรือคิดดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด หากจำเป็นต้องใช้บริการสินเชื่อดิจิทัล ขอให้เลือกจากสถาบันการเงินที่อยู่ในความดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น
การเลือกสินเชื่อส่วนบุคคลที่เหมาะสมไม่ได้หมายถึงการได้วงเงินสูงที่สุดหรือดอกเบี้ยต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เข้ากับกระแสเงินสดและเป้าหมายการชำระหนี้ของคุณ เริ่มจากการประเมินความจำเป็น เปรียบเทียบข้อเสนอจากหลายสถาบัน แล้วค่อยตัดสินใจอย่างรอบคอบ หนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหากจัดการอย่างมีวินัย และการมีแหล่งเงินกู้ที่ถูกกฎหมาย โปร่งใส และดอกเบี้ยสมเหตุสมผล คือเกราะป้องกันไม่ให้คุณตกไปอยู่ในวงจรหนี้นอกระบบที่แก้ยาก