ตลาดบัตรเครดิตไทยตอนนี้เป็นแบบไหน
ถ้าเทียบกับสิบปีก่อน วันนี้คนไทยถือบัตรเครดิตกันง่ายขึ้นมาก แต่ตัวเลือกก็เยอะขึ้นจนเลือกไม่ถูกเหมือนกัน ธนาคารใหญ่ ๆ อย่าง SCB, กสิกรไทย, กรุงเทพ และยูโอบี ต่างแข่งกันออกบัตรที่ผูกกับแอปฯ ของตัวเอง มีฟีเจอร์ดูยอดใช้จ่าย แบ่งงวด และออกบัตรเสมือนจริงได้ทันทีในแอปฯ ซึ่งช่วยพวกที่ชอบช้อปออนไลน์แต่ไม่อยากพกบัตรจริง
ฝั่งเครือข่ายบัตรก็ยังเป็น Visa ที่ครองส่วนแบ่งมากที่สุดในแง่การรับบัตรตามร้านค้า รองลงมาคือ Mastercard และ JCB ซึ่ง JCB ยังมีจุดแข็งเรื่องร้านอาหารและร้านในญี่ปุ่นที่คนไทยชอบไปเที่ยว
ปัญหาที่คนถามมากที่สุดใน pantip และกลุ่มการเงินต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย แต่เป็นสามเรื่องนี้: รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด, สมัครแล้วได้วงเงินต่ำกว่าที่คิด, และ ใช้บัตรจนเต็มวงเงินเพราะไปผ่อนของที่ไม่ได้จำเป็น
เรื่องแรกน่าสนใจ เพราะหลายคนทำงานฟรีแลนซ์หรือรับงานผ่านแพลตฟอร์ม ไม่มีสลิปเงินเดือนเป็นหลักฐาน ทั้งที่รายได้ต่อเดือนมากกว่าพนักงานประจำด้วยซ้ำ
เกณฑ์พื้นฐานที่ควรรู้ก่อนยื่นสมัคร
หลายธนาคารใช้เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำของผู้สมัครชาวไทยอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือนสำหรับบัตรระดับ platinum ทั่วไป ส่วนชาวต่างชาติที่ทำงานในไทยมักต้องมีรายได้ขั้นต่ำ 50,000 บาทขึ้นไป และบัตรระดับ signature หรือบัตรพรีเมียมบางรุ่นกำหนดไว้ที่ 70,000 บาทสำหรับทั้งคนไทยและต่างชาติ
อายุผู้สมัครบัตรหลักอยู่ที่ 20 ถึง 70 ปี บัตร supplementary เริ่มได้ตั้งแต่ 15 ปี และถ้าเป็นเจ้าของกิจการ ต้องมีหลักฐานการดำเนินธุรกิจอย่างน้อยหนึ่งปี
เอกสารที่ธนาคารขอดูบ่อยที่สุดคือ bank statement ย้อนหลังหกเดือน หรือหนังสือรับรองภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) สำหรับธุรกิจส่วนตัว สิ่งที่หลายคนพลาดคือส่งเอกสารไม่ครบแล้วปล่อยเรื่องเงียบไปเฉย ๆ ทั้งที่แค่กลับมาแนบ statement เพิ่มก็ผ่านได้
เปรียบเทียบบัตรแต่ละประเภทตามการใช้งานจริง
| ประเภทบัตร | เหมาะกับใคร | จุดเด่นที่ใช้ได้จริง | ข้อควรระวัง |
|---|
| บัตรเงินคืน (cashback) | คนที่มีรายจ่ายประจำ เช่น ค่าน้ำมัน ของใช้ในบ้าน | ได้เงินคืนเป็นบาทในหมวดที่ใช้บ่อย | ส่วนใหญ่มีเพดานเงินคืนต่อเดือน และบางหมวดไม่นับ |
| บัตรสะสมแต้ม | คนที่อยากแลกตั๋วเครื่องบินหรือที่พัก | แต้มต่อยอดแลกของหรือโรงแรมได้ | แต้มมีอายุ และอัตราแลกแต้มเปลี่ยนได้ตามประกาศธนาคาร |
| บัตรผ่อน 0% | คนที่กำลังซื้อของชิ้นใหญ่ | แบ่งจ่ายโดยไม่บวกดอกเบี้ยเมื่อซื้อร้านที่ร่วมรายการ | ต้องเช็กก่อนว่าซื้อร้านนั้นอยู่ในรายชื่อหรือไม่ |
| บัตรร่วมแบรนด์ (co-brand) | คนที่ซื้อของแบรนด์หรือห้างเดิมเป็นประจำ | ส่วนลดเฉพาะแบรนด์�ות | ผูกพฤติกรรมใช้จ่ายไว้กับแบรนด์เดียว |
| บัตรสำหรับคนเริ่มทำงาน | พนักงานใหม่ที่ยังไม่มีประวัติเครดิต | วงเงินเริ่มต้นพอใช้ และต่อยอดได้ในอนาคต | อย่าเพิ่งกดวงเงินเพิ่มถ้ายังคุมการจ่ายไม่มั่น |
วิธีเลือกใบที่ตรงกับพฤติกรรมจริง
เริ่มจากดูว่าเดือนหนึ่งคุณจ่ายอะไรบ้าง แล้วค่อยดูว่าใบไหนให้อะไรกับหมวดนั้น ถ้าคุณเติมน้ำมันสัปดาห์ละครั้งและซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตทุกอาทิตย์ บัตรเงินคืนที่เน้นสองหมวดนี้จะให้ผลตอบแทนมากกว่าบัตรสะสมแต้มที่ต้องเก็บแต้มหลายปีกว่าจะแลกได้
ยกตัวอย่างเคสของคุณพลอย พนักงานบริษัทในกรุงเทพฯ ที่เคยสมัครบัตรเพราะเห็นโฆษณาเงินคืน 3% ในร้านอาหาร แล้วพบว่าตัวเองออกไปกินข้าวนอกบ้านเดือนละไม่กี่ครั้ง เงินคืนที่ได้จึงไม่เคยถึงเพดาน หลังเปลี่ยนมาใช้บัตรที่เน้นซูเปอร์มาร์เก็ตและปั๊มน้ำมัน เธอได้เงินคืนสม่ำเสมอขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมอะไรเลย
ฝั่งต่างจังหวัดภาพจะต่างออกไปหน่อย อย่างเชียงใหม่และขอนแก่น คนใช้จ่ายหน้าร้านมากกว่าออนไลน์ และหลายคนใช้บัตรเพื่อผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างมากกว่าเก็บแต้ม ส่วนภูเก็ตกับหาดใหญ่จะมีกลุ่มที่ใช้บัตรเพื่อจองที่พักและตั๋วเครื่องบินค่อนข้างมาก บัตรที่ให้เงินคืนหมวดท่องเที่ยวจึงตอบโจทย์กว่า
เรื่องดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ต้องอ่านให้ครบ
เพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอยู่ที่ 16% ต่อปี และจะเริ่มคิดก็ต่อเมื่อคุณจ่ายไม่ครบยอดตามกำหนด ไม่ใช่ทุกครั้งที่รูดบัตร หลายคนเข้าใจผิดตรงจุดนี้และกลัวบัตรเครดิตเกินเหตุ
แต่กับดักจริงอยู่ที่การจ่ายขั้นต่ำ ถ้าคุณจ่ายแค่บางส่วนของยอดหนี้ ส่วนที่เหลือจะกลายเป็นยอดยกไปและเริ่มคิดดอกเบี้ยทันที วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือจ่ายเต็มยอดทุกเดือน แล้วใช้ระบบแจ้งเตือนในแอปฯ ช่วยเตือนก่อนถึงวันครบกำหนด
เรื่องค่าธรรมเนียมรายปี หลายรุ่นยกเว้นให้ในปีแรก และยกเว้นในปีถัดไปเมื่อใช้จ่ายครบเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด ซึ่งเกณฑ์นี้แต่ละที่ต่างกัน บางแห่งนับเฉพาะยอดใช้จ่ายในประเทศ บางแห่งนับรวมออนไลน์ จึงควรอ่านเงื่อนไขตอนสมัครและเก็บไว้เทียบตอนใกล้ครบรอบปี
ขั้นตอนที่ทำตามได้เลย
- เช็กรายได้และเอกสารของตัวเองก่อน ถ้าเป็นพนักงานประจำเตรียมสลิปเงินเดือนและ statement หกเดือน ถ้าเป็นฟรีแลนซ์เตรียม statement ที่แสดงรายได้เข้าบัญชีสม่ำเสมอ plus ภ.พ.30 ถ้ามี
- เลือกรายจ่ายสามหมวดที่ใช้เงินมากที่สุดในแต่ละเดือน แล้วหาบัตรที่ให้ผลตอบแทนกับหมวดนั้นเป็นอันดับแรก
- ยื่นสมัครผ่านแอปฯ ของธนาคารที่คุณมีบัญชีอยู่แล้ว เพราะการมีบัญชีเงินเดือนหรือบัญชีออมทรัพย์กับธนาคารนั้นช่วยให้พิจารณาง่ายขึ้นและบางครั้งลดเอกสารที่ต้องใช้
- ตั้งวงเงินให้พอดีกับการใช้จริง วงเงินสูงไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น ถ้าคุณคุมไม่ไหว การขอกดวงเงินต่ำไว้ก่อนแล้วค่อยเพิ่มทีหลังเป็นทางที่ปลอดภัยกว่า
- เปิดบัตรเสมือนจริงสำหรับช้อปออนไลน์ และผูกกับแอปฯ เพื่อให้ตรวจสอบรายการผิดปกติได้ทันที
- ถ้ามีปัญหาหรือถูกร้านค้าเรียกเก็บผิด ติดต่อสายด่วน 1213 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งให้คำปรึกษาเรื่องบริการทางการเงินแก่ผู้ใช้บริการ
อีกจุดที่คนมักมองข้ามคือประวัติเครดิต การสมัครบัตรหลายใบพร้อมกันในระยะสั้น ๆ อาจทำให้สถาบันการเงินมองว่าคุณกำลังต้องการเงินสด urgently ทางที่ดีคือสมัครใบเดียว ใช้ไปสักหกเดือนให้เห็นพฤติกรรมชำระที่ดี แล้วค่อยพิจารณาใบถัดไป
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงานและยังไม่มีประวัติ เคล็ดลับง่าย ๆ คือเริ่มจากบัตรวงเงินเล็กที่ผูกกับบัญชีเงินเดือน ใช้จ่ายเฉพาะสิ่งที่จ่ายอยู่แล้ว เช่น ค่าโดยสาร ค่าอาหาร แล้วจ่ายเต็มทุกเดือน ประวัติที่ดีจะสะสมขึ้นเองโดยไม่ต้องพยายามอะไร
ลองเปิดแอปฯ ธนาคารที่คุณใช้อยู่ ดูว่ามีบัตรรุ่นไหนที่ให้ผลตอบแทนกับหมวดที่คุณจ่ายมากที่สุด แล้วใช้เวลาอ่านเงื่อนไขสักสิบนาทีก่อนกดสมัคร ขั้นตอนเล็ก ๆ นี้ประหยัดเงินได้มากกว่าการไล่ล่าโปรโมชั่นรายเดือนเสียอีก